ผมเพิ่งได้เข้าร่วมหลักสูตร Industrial Robotics พร้อมเวิร์กช็อปลงมือจริงกับ Cobot (Collaborative Robot) ของ Universal Robots ที่สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

สายงานผมไม่ได้อยู่ในภาคการผลิตโดยตรง แต่การได้จับแขนหุ่นยนต์สอนงานด้วยมือตัวเอง กลับจุดประกายคำถามที่ใหญ่กว่าห้องเวิร์กช็อปมาก:

อุตสาหกรรมไทยพร้อมสำหรับหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติแล้วหรือยัง?

ผมเลยไปค้นข้อมูลจาก Thailand i4.0 Index ดัชนีที่ NECTEC จัดทำขึ้นเพื่อประเมินความพร้อมของโรงงานไทยตามแนวทาง Industry 4.0 — และคำตอบที่ได้ ทำให้ต้องเขียนบทความนี้

1.7 จาก 6 — ตัวเลขที่พูดแทนทุกอย่าง

ในภาพรวม หลายองค์กรเริ่มขยับเข้าสู่ยุคดิจิทัลแล้วก็จริง แต่พอโฟกัสเฉพาะมิติ "สายการผลิตและสาธารณูปโภค" (Production & Facility) ค่าเฉลี่ยของโรงงานไทยอยู่ที่เพียง 1.7 จาก Band 6 [1]

ตัวเลขนี้แปลเป็นภาษาคนได้ว่า:

  • โรงงานส่วนใหญ่ยัง ใช้แรงงานคนเป็นหลัก ผสมระบบอัตโนมัติแค่บางส่วน
  • ยังห่างไกลจากนิยามของ Industry 4.0 อีกมาก
  • หลายแห่งยังติดอยู่ระหว่างยุค 1.0 กับ 2.0 — ในวันที่โลกคุยกันเรื่อง AI และ Big Data ไปแล้ว

ไทยกำลัง "ติดอยู่ตรงกลาง" (Stuck in the Middle)

สิ่งที่ทำให้ตัวเลขนี้น่ากังวลยิ่งขึ้น คือบริบทการแข่งขันในภูมิภาค เพราะไทยโดนบีบจากสองด้านพร้อมกัน:

ด้าน

สถานการณ์

ต้นทุนแรงงาน

ไม่ได้ถูกที่สุดในภูมิภาคอีกต่อไป เมื่อเทียบกับเวียดนามหรือกัมพูชา

เทคโนโลยี

ยังไม่ล้ำพอจะแข่งเชิงนวัตกรรมกับสิงคโปร์หรือมาเลเซีย

ผลลัพธ์คือภาคการผลิตไทยเสี่ยง ทยอยเสียส่วนแบ่งตลาด ให้คู่แข่งในภูมิภาคไปเรื่อย ๆ ซ้ำร้าย ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างการทุจริตคอร์รัปชันในภาครัฐ ก็ยิ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นนักลงทุนเข้าไปอีก

และกลุ่มที่เจ็บหนักที่สุดคือ SME — กระดูกสันหลังของอุตสาหกรรมไทย เพราะการอัปเกรดสู่ Automation เต็มรูปแบบอย่างที่โรงงานใหญ่ทำ ต้องใช้เงินลงทุนสูงและคนจำนวนมาก เป็นกำแพงที่สูงเกินเอื้อมสำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก

Cobot: คำตอบที่พอดีกับช่องว่างนี้

จากที่ได้ลองใช้งานจริงที่ FIBO ผมเชื่อว่า Cobot คือคำตอบที่ตรงจุดที่สุดสำหรับ SME ไทย ด้วยเหตุผล 4 ข้อ:

1. ทำงานร่วมกับคนได้อย่างปลอดภัย

Cobot ถูกออกแบบมาให้ทำงานในพื้นที่เดียวกับมนุษย์ โดยไม่ต้องมีรั้วกั้นนิรภัย เหมือนหุ่นยนต์อุตสาหกรรมแบบเดิม ประหยัดทั้งพื้นที่และงบด้านความปลอดภัย ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงก้อนใหญ่ที่คนมักมองข้าม

2. สอนงานง่าย ไม่ต้องเขียนโค้ด

ใช้วิธี Hand Guiding — จับแขนหุ่นยนต์ลากไปยังตำแหน่งที่ต้องการเพื่อสอนงานโดยตรง จากที่ผมลองเอง ยืนยันได้ว่าคนที่ไม่มีพื้นฐานโปรแกรมมิ่งเลย ก็ตั้งค่าการทำงานเบื้องต้นได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง

3. ยืดหยุ่นสูง เปลี่ยนงานได้ไว

เมื่อไลน์ผลิตต้องเปลี่ยนรูปแบบสินค้า Cobot ย้ายจุดติดตั้งและปรับโปรแกรมใหม่ได้เร็ว ตอบโจทย์การผลิตแบบ High-Mix, Low-Volume (หลากหลายรุ่น ปริมาณน้อย) ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของ SME ไทยจำนวนมาก

4. ต้นทุนต่ำ คืนทุนไว

ราคาไม่สูงเมื่อเทียบกับหุ่นยนต์อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แถมไม่ต้องลงทุนเพิ่มในระบบความปลอดภัยแยกต่างหาก ธุรกิจขนาดกลาง-เล็กจึง เริ่มต้น Automation ได้จริง โดยไม่ต้องรองบประมาณก้อนใหญ่

จากห้องแล็บ สู่โรงงานจริง

การได้สัมผัส Cobot ด้วยมือตัวเองทำให้ผมเห็นชัดว่า เทคโนโลยีนี้ ไม่ใช่เรื่องไกลตัว อย่างที่หลายคนคิดอีกต่อไป

ตัวเลข 1.7 จาก Thailand i4.0 Index สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ในระดับนโยบายก็จริง แต่ Cobot คือเครื่องมือที่จับต้องได้ วันนี้ สำหรับ SME ไทยที่อยากก้าวแรกสู่ Industry 4.0 โดยไม่ต้องรอเงินลงทุนก้อนโต หรือรอความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว

คำถามที่เหลือจึงไม่ใช่ "เทคโนโลยีพร้อมหรือยัง" แต่คือ "ผู้ประกอบการไทยจะลงมือเมื่อไหร่" — เพราะยิ่งช้า ช่องว่างกับคู่แข่งในภูมิภาคก็ยิ่งถ่างออกไปทุกวัน


แหล่งข้อมูลอ้างอิง

[1][Infographic] ถอดรหัสดัชนี Thailand i4.0 Index เราพร้อมแค่ไหนในแต่ละมิติ?